หมออยากเล่า
เรียน น้องๆที่น่ารักทุกๆคน นะครับ
พอดีไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยนอกเรื่อง วันนี้อยากมาเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานสักเล็กน้อยนะครับ
เคยมีใครสงสัยไหมครับว่า
ทำไมหมอต้องใส่ถุงมือในการทำงาน 2 ชั้น
เพราะว่า หมอแพ้แป้งที่อยู่ในถุงมือที่โดยทั่วไปคุณหมอท่านอื่นจะใส่ได้สบายโดยไม่คันมือ
แต่พอหมอทำงานไปสักพัก ปรากฏว่า นิ้วมือของหมอคันมาก
จึงต้องหาถุงมือมาสวมไว้ด้านในก่อนที่จะสวมถุงมือที่ใช้ทำการจัดฟัน
หากน้องๆเข้ามาเห็นหมอไม่ยอมเปลี่ยนถุงมือเลย
และคิดว่าจัดฟันกับหมอแล้วไม่สะอาด
นั่นเป็นถุงมือชั้นในที่หมอจะเปลี่ยนวันต่อวันครับ
แต่ถุงมือที่ใช้กับคนที่มาจัดฟันนั้น
หมอขอรับรองว่า เปลี่ยนทิ้งใหม่ทุกครั้งครับ
แม้แต่กับคนไข้คนเดิมหากเดินออกไปนอกห้องจัดฟันแล้วเกิดยางหลุด
กลับเข้ามาใหม่ หมอก็ใช้ถุงมือคู่ใหม่ให้ครับ เพราะหมอจะเอาถุงมือเก่า
ที่เพิ่งใช้ทิ้งลงถังขยะทันทีเลย
ดังนั้นขอให้ทำใจให้สบายนะครับ
แล้วหมอจะทยอยมาเล่าเรื่องการทำงานในหัวข้ออื่นๆต่อไปนะครับ
ขอบคุณครับที่น้องๆให้ความกรุณาและให้ความไว้วางใจ
ที่มาจัดฟันกับหมอคนนี้
หมอขอสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดให้สมกับความไว้วางใจของน้องๆและเท่าที่กำลังของหมอจะทำได้
และหมอขออภัยในบางคำถามที่น้องๆเคยถามมาแล้วหมอไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน
เพราะบางคำถามเป็นการอธิบายที่ต้องลงในรายละเอียดด้านวิชาการพอควร
หมอจึงคิดว่า จะขออนุญาตมาเขียนเล่าไว้ในนี้เป็นหัวข้อๆนะครับ
ก็อยากให้คอยติดตามอ่านเป็นระยะๆนะครับ
งานจัดฟันจะว่าไปแล้ว มันคืองานศิลปประยุกต์กับงานวิทยาศาสตร์นะครับ
หมอไม่อยากจะใช้คำว่าผู้ป่วยหรือคนไข้กับน้องๆที่มาจัดฟันเลย
เพราะหมอรู้สึกว่า การจัดฟันไม่ได้เพราะเราป่วย
เราจัดฟันเพราะเรารู้สึกว่าการจัดฟันจะทำให้เรามีบุคลิกที่ดีขึ้น
มีความมั่นใจมากขึ้น
ดังนั้น งานจัดฟันจึงต้องการความพิถีพิถันมากๆ
งานจัดฟันต้องการเวลาในการทำงานมากๆ
และต้องการการวางแผนการทำงานให้รอบคอบ
ฉะนั้น เวลาที่ใช้ทำงานจึงต้องใช้เวลาหลายปี
ยกเว้นก็แต่การจัดฟันที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งฟันไม่มาก
แต่ระยะเวลาที่มาหาหมอเพื่อให้หมอปรับเครื่องมือและปรับฟันในแต่ละครั้ง
มันไม่ได้ใช้เวลาเท่ากันในแต่ละคน
คนไหนต้องเปลี่ยนฟันและจัดการปรับเครื่องมือจัดฟันยากขึ้นก็ต้องใช้เวลาในการทำนานขึ้น
น้องก็ต้องนอนให้หมอจัดฟันนานขึ้น
น้องคนไหนที่หมอใช้เวลาปรับเครื่องมือน้อยๆก็ไม่ต้องน้อยใจหรือนึกต่อว่าหมอว่า
ทำไมหมอทำแป๊บเดียวเอง ทำแบบขอไปทีหรือ เลี้ยงไข้แน่เลย
หมอขอโทษนะครับที่ทำให้น้องๆเหล่านี้ไม่สบายใจ
เพราะว่างานที่ใช้ในการปรับเครื่องมือในปากของน้องนั้น
ต้องการเปลี่ยนองศา หรือเปลี่ยนดัน ดึงฟันให้เคลื่อนที่ไปในแต่ละครั้งนั้น
เราต้องการแรงดึงทีละนิดเพื่อให้ฟันขยับไปโดยที่ไม่เกิดอันตรายต่อรากฟันมากที่สุด
และคนไหนที่หมอเปลี่ยนยางไป นั้นหละครับคือการปรับเครื่องมือ ดึงหรือดันฟันไปแล้ว
หมอไม่ได้แค่เปลี่ยนยางเล่นเพื่อดึงเวลาหรือเลี้ยงไข้นะครับ
เพราะ หมออยากจะบอกว่า ความสุขในการทำงานของหมอคือ
หมอต้องการเห็นคนที่มาจัดฟันกับหมอยิ้ม มีความสุข และรักตัวเองมากขึ้น
ดังนั้นหมอจะไม่ทรยศกับความสุขของหมอเด็ดขาด
หมอต้องการเห็นคนที่มาจัดฟันมีความสุข ความสุขของน้องที่มาจัดฟันกับหมอคือ
มีฟันเรียงสวยเป็นระเบียบ และยิ้มได้อย่างมั่นใจ
ดังนั้นหมอมีหน้าที่ที่สำคัญมากๆที่จะต้องทำให้น้องๆบรรลุเป้าหมายของความสุข
หมอถึงจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวภาพของความสุขเหล่านั้นของน้องๆที่มาจัดฟันกับหมอ
หมอจะเป็นคนสุดท้ายที่จะยิ้มได้ด้วยความภูมิใจที่ทำให้น้องๆยิ้มได้ด้วยความสุข
ดังนั้น....
หมอขอสัญญาอีกครั้งว่า หมอจะพยายามเต็มที่เท่าที่ความสามารถของหมอมีเพื่อที่จะทำให้น้องๆยิ้ม
นี่คือความสุขของหมอ และนี่คือ งานที่มีเกียรติของหมอ และนี้คือความภูมิใจในงานของหมอ
สุดท้ายของจดหมายฉบับนี้นะครับ
หมออยากให้น้องๆทุกคน เป็นคนดี คนดีที่ไม่ต้องเสียสละเงินทองมากมายเพื่อช่วยคนอื่น
แค่เป็นคนดีที่ รู้สึกเห็นใจผู้อื่นเวลาที่คนอื่นกำลังเดือดร้อน และ ส่งผ่านความสุขให้คนอื่นด้วยรอยยิ้มก็พอ
เมื่อเราคิดดีๆ เมล็ดพันธ์ความดีจะค่อยๆงอกงามเติบโตขึ้นภายในใจของน้องๆทีละน้อย
และในที่สุด ต้นไม้นี้ก็จะเบ่งบาน เติบโตเป็นร่มเงาให้กับคนที่เขาต้องการกำลังใจต่อไป
ขอบคุณครับ
จาก
หมอที่อยากให้น้องๆมองว่าไม่ใช่หมอที่อยากจะทำงานเพราะเห็นแก่เงิน
หมอที่อยากจะให้น้องๆรู้สึกว่า เราเป็นคนไทย เป็นพี่น้องกัน
มีอะไรก็หันหน้าหากันปรึกษากัน
หมอเองก็เป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย ในบางครั้งก็มีทำอะไรผิดพลาด
ก็หวังว่า น้องจะเมตตาและให้อภัยกันนะครับ